กฎแห่งกรรม บางทีก็ส่งผลทันตาเห็นในชาตินั้นเลย
บางทีกว่าจะให้ผลต้องรอจนกว่าคนนั้นจะตายจึงจะเสวยผลของกรรมนั้น
แต่ก็มีอยู่ในบางกรณีที่คนทำเสวยผลทั้งในปัจจุบันชาติและในชาติต่อๆมา เรื่องนี้ถูกอธิบายในคราวที่พระศาสดา
ประทับอยู่ในวัดพระเวฬุวัน ทรงปรารภอหิเปรตตนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนา
ที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ เป็นต้น
พระพุทธโฆษาจารย์เล่าถึง กฎแห่งกรรม
เรื่องนี้ในอรรถกถาพระธรรมบทว่า ครั้งหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะและพระลักขณเถระ
ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ เพื่อจะไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์
ท่านพระมหาโมคคัลลานะแลเห็นเปรตตนหนึ่ง จึงได้ยิ้มออกมาแต่ไม่พูดอะไร
เมื่อพระเถระทั้งสองรูปกลับถึงพระวัดพระเวฬุวัน
พระมหาโมคคัลลานะจึงบอกกับพระลักขณเถระว่า ที่ท่านยิ้มออกมานั้น
เพราะท่านเห็นเปรตซึ่งมีศีรษะเป็นมนุษย์แต่มีร่างเป็นงู
พระเถระทั้งสองรูปจึงพากันไปเฝ้าพระศาสดาและได้กราบทูลถึงเรื่องนี้
พระศาสดาได้ตรัสว่า
พระองค์เองก็เคยทอดพระเนตรเห็นเปรตตนนี้ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณเหมือนกัน
พระศาสดาทรงเล่าถึงบุพพกรรมของเปรตตนนี้ว่าเขาไม่เพียงแต่จะได้เสวยผลในชาติที่กระทำกรรมนั้นเท่านั้น
แต่กฎแห่งกรรมยังส่งผลร้ายแก่เขาในชาติต่อมาด้วยว่า
เมื่อนานมาแล้วมีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง
เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนมาก
ประชาชนได้ช่วยกันก่อสร้างบรรณศาลาถวายท่านและก็ได้เดินทางไปหาท่านโดยเดินผ่านทุ่งนาของชายผู้หนึ่งไป
ชายเจ้าของนากลัวว่าข้าวกล้าในนาของตนจะได้รับความเสียหายจากการเหยียบย่ำของประชาชนที่เดินไปบรรณศาลา
จึงจุดไฟเผาบรรณศาลาหลังนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น
เมื่อพวกประชาชนไปไม่พบพระปัจเจกพุทธเจ้าและทราบว่าชายเจ้าของนาเป็นผู้จุดไฟเผาบรรณศาลา
ก็ได้ช่วยกันทุบตีจนชายเจ้าของนานั้นเสียชีวิต
ข้อนี้เป็นกฎแห่งกรรม
ในข้อทิฏฐธัมมเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในปัจจุบัน)
ชายเจ้าของนาเมื่อเสียชีวิตแล้วก็ได้เสวยผลตาม กฎแห่งกรรม ในข้อ
อปราปริยเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในภพต่อๆไป) โดยได้ไปเกิดในอเวจีมหานรก
หมกไหม้อยู่ในนรกจนแผ่นดินในโลกมนุษย์หนาขึ้นประมาณโยชน์หนึ่ง
จึงเกิดเป็นอหิเปรตเพราะเศษของกรรมที่ยังเหลือ
พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมของอหิเปรตนั้นแล้ว
จึงตรัสว่อธิบาย กฎแห่งกรรม ในบริบทนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าบาปกรรมนั่น
เป็นเช่นกับน้ำนม น้ำนมที่บุคคลกำลังรีดใหม่ ย่อมยังไม่แปรไปฉันใด
กรรมอันบุคคลกระทำไว้ ก็ยังไม่ทันให้ผลฉันนั้น แต่ในกาลใด กรรมให้ผล ในกาลนั้น
ผู้กระทำย่อมประสบทุกข์เห็นปานนั้น”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่
71 ว่า
น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ
สชฺชุขีรํว มุจฺจติ
ฑหนฺตํ พาลมเนวติ
ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโกฯ
กรรมชั่วอันบุคคลทำแล้ว ยังไม่ให้ผล
เหมือนน้ำนมที่รีดในขณะนั้น ยังไม่แปรไป ฉะนั้น
บาปกรรม ย่อมตามเผาคนพาล
เหมือนไฟอันเถ้ากลบไว้ ฉะนั้น.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก
บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น