วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กฎแห่งกรรมในอรรถกถาธรรมบท:เรื่อง อหิเปรต(เปรตงู) เคยเผากุฎีของพระปัจเจกพุทธเจ้า ส่งผลให้ถูกตีตาย ให้ตกนรกและเกิดเป็นเปรต



กฎแห่งกรรม บางทีก็ส่งผลทันตาเห็นในชาตินั้นเลย บางทีกว่าจะให้ผลต้องรอจนกว่าคนนั้นจะตายจึงจะเสวยผลของกรรมนั้น แต่ก็มีอยู่ในบางกรณีที่คนทำเสวยผลทั้งในปัจจุบันชาติและในชาติต่อๆมา เรื่องนี้ถูกอธิบายในคราวที่พระศาสดา ประทับอยู่ในวัดพระเวฬุวัน ทรงปรารภอหิเปรตตนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนา ที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ เป็นต้น

พระพุทธโฆษาจารย์เล่าถึง กฎแห่งกรรม เรื่องนี้ในอรรถกถาพระธรรมบทว่า ครั้งหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะและพระลักขณเถระ ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ เพื่อจะไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ท่านพระมหาโมคคัลลานะแลเห็นเปรตตนหนึ่ง จึงได้ยิ้มออกมาแต่ไม่พูดอะไร เมื่อพระเถระทั้งสองรูปกลับถึงพระวัดพระเวฬุวัน พระมหาโมคคัลลานะจึงบอกกับพระลักขณเถระว่า ที่ท่านยิ้มออกมานั้น เพราะท่านเห็นเปรตซึ่งมีศีรษะเป็นมนุษย์แต่มีร่างเป็นงู พระเถระทั้งสองรูปจึงพากันไปเฝ้าพระศาสดาและได้กราบทูลถึงเรื่องนี้

พระศาสดาได้ตรัสว่า พระองค์เองก็เคยทอดพระเนตรเห็นเปรตตนนี้ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณเหมือนกัน พระศาสดาทรงเล่าถึงบุพพกรรมของเปรตตนนี้ว่าเขาไม่เพียงแต่จะได้เสวยผลในชาติที่กระทำกรรมนั้นเท่านั้น แต่กฎแห่งกรรมยังส่งผลร้ายแก่เขาในชาติต่อมาด้วยว่า

เมื่อนานมาแล้วมีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนมาก ประชาชนได้ช่วยกันก่อสร้างบรรณศาลาถวายท่านและก็ได้เดินทางไปหาท่านโดยเดินผ่านทุ่งนาของชายผู้หนึ่งไป ชายเจ้าของนากลัวว่าข้าวกล้าในนาของตนจะได้รับความเสียหายจากการเหยียบย่ำของประชาชนที่เดินไปบรรณศาลา จึงจุดไฟเผาบรรณศาลาหลังนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น

เมื่อพวกประชาชนไปไม่พบพระปัจเจกพุทธเจ้าและทราบว่าชายเจ้าของนาเป็นผู้จุดไฟเผาบรรณศาลา ก็ได้ช่วยกันทุบตีจนชายเจ้าของนานั้นเสียชีวิต

ข้อนี้เป็นกฎแห่งกรรม ในข้อทิฏฐธัมมเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในปัจจุบัน) ชายเจ้าของนาเมื่อเสียชีวิตแล้วก็ได้เสวยผลตาม กฎแห่งกรรม ในข้อ อปราปริยเวทนียกรรม(กรรมให้ผลในภพต่อๆไป) โดยได้ไปเกิดในอเวจีมหานรก หมกไหม้อยู่ในนรกจนแผ่นดินในโลกมนุษย์หนาขึ้นประมาณโยชน์หนึ่ง จึงเกิดเป็นอหิเปรตเพราะเศษของกรรมที่ยังเหลือ

พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมของอหิเปรตนั้นแล้ว จึงตรัสว่อธิบาย กฎแห่งกรรม ในบริบทนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าบาปกรรมนั่น เป็นเช่นกับน้ำนม น้ำนมที่บุคคลกำลังรีดใหม่ ย่อมยังไม่แปรไปฉันใด กรรมอันบุคคลกระทำไว้ ก็ยังไม่ทันให้ผลฉันนั้น แต่ในกาลใด กรรมให้ผล ในกาลนั้น ผู้กระทำย่อมประสบทุกข์เห็นปานนั้น

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 71 ว่า

น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ
สชฺชุขีรํว มุจฺจติ
ฑหนฺตํ พาลมเนวติ
ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโกฯ

กรรมชั่วอันบุคคลทำแล้ว ยังไม่ให้ผล
เหมือนน้ำนมที่รีดในขณะนั้น ยังไม่แปรไป ฉะนั้น
บาปกรรม ย่อมตามเผาคนพาล
เหมือนไฟอันเถ้ากลบไว้ ฉะนั้น.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น