กฎแห่งกรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องของจอมเพชฌฆาตเคราแดง
ที่รับราชการเป็นเพชฌฆาต สังหารนักโทษที่ต้องโทษประหารตามหน้าที่
เขาทำอาชีพนี้มาจนตลอดชีวิต ครั้นครบอายุเกษียณราชการออกมาแล้ว
ได้ประกอบกุศลกรรมคือการถวายภัตตาหารแก่พระสารีบุตร
ซึ่งเพิ่งออกจากสมาบัติมาบิณฑบาต ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายทานอันเลิศแด่พระสงฆ์ผู้เพิ่งออกจากสมาบัติ
ทำให้เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว แทนที่จะไปเกิดในนรกเพราะฆ่ามนุษย์
แต่กลับไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
เพราะจิตตอนใกล้จะจุติตอนนั้นเป็นจิตของผู้บรรลุธรรม อนุโลมญาณ
และระลึกถึงแต่กรรมดีคือถวายทานอันเลิศแก่พระสารีบุตร
พระพุทธโฆษาจารย์เล่า กฎแห่งกรรม เรื่องนี้ว่า
เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบุรุษผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า สหสฺสมปิ เจ วาจา เป็นต้น
ครั้งนั้น
นายตัมพทาฐิกโจรฆาตกะ(ผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง) รับราชการเป็นเพชฌฆาต
ประหารชีวิตนักโทษมาเป็นเวลา 55 ปี ต่อมาได้เกษียณอายุราชการ
วันหนึ่งหลังจากสั่งคนให้ตระเตรียมข้าวยาคูไว้ที่บ้านแล้ว
เขาก็ได้ไปอาบน้ำชำระกายที่แม่น้ำก่อนที่จะกลับมารับประทานข้าวยาคูที่ตระเตรียมไว้เป็นการพิเศษนั้น
ขณะที่เขากำลังจะรับประทานข้าวยาคูอยู่นั้น พระสารีบุตรซึ่งเพิ่งจะออกจากสมาบัติก็ได้มายืนอยู่ที่ประตูบ้านของเขาเพื่อบิณฑบาต
นายตัมพทาฐิกะพอเห็นพระเถระมายืนอยู่ก็มีจิตเลื่อมใสมีความคิดว่า “เรากระทำโจรกรรมมานาน
เราฆ่ามนุษย์เสียเป็นอันมาก บัดนี้ ในเรือนของเราตกแต่งยาคูเจือน้ำนมไว้
และพระเถระก็มายืนอยู่ที่ประตูเรือนของเรา ควรที่เราจะถวายไทยธรรมแก่พระผู้เป็นเจ้า” เมื่อคิดดังนี้แล้วก็ได้นิมนต์พระเถระเข้าไปไปนั่งในเรือนของตนแล้วนำข้าวยาคูมาถวายโดยความเคารพ
หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว
พระเถระได้แสดงธรรมแก่นายตัมพทาฐิกะ
แต่เขาไม่สามารถส่งจิตของตนไปตามกระแสธรรมเทศนาของพระเถระได้ เพราะว่าเขามัวแต่นึกถึงชีวิตในอดีตของตนที่เคยเป็นเพชฌฆาตมา
เมื่อพระเถระทราบความในข้อนี้จึงใช้วิธีลวงเขาโดยถามเขาว่าเขาฆ่าพวกโจรเพราะต้องการอยากจะฆ่าหรือว่าถูกคนอื่นให้กระทำเช่นนั้น
นายตัมพทาฐิกะตอบว่าเขาได้รับคำสั่งจากพระราชาให้ฆ่าพวกโจรโดยที่เขาไม่ต้องการฆ่าแต่อย่างใด
พระเถระจึงได้ตั้งคำถามต่อไปว่า “อุบาสก
เมื่อเป็นเช่นนั้น อกุศลจะมีแก่ท่านอย่างไรเล่า” นายตัมพทฐิกะจึงสรุปเอาเองว่า
เมื่อเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่ออกุศลกรรมนั้น “อกุศลไม่มีแก่เรา” จากนั้นเขาก็ได้ทำจิตให้สงบแล้วขอให้พระเถระแสดงธรรมโปรด
เมื่อเขาฟังธรรมด้วยความตั้งใจ ก็เข้าใกล้กระแสโสดาปัตติมรรค
เมื่อพระเถระแสดงธรรมจบแล้วก็ได้เดินทางกลับโดยนายตัมพทาฐิกะตามไปส่ง
ในตอนเดินทางกลับมาบ้านนั้นเขาก็ได้ถูกแม่โคนม(ที่ถูกนางยักษิณีตนหนึ่งเข้าสิง)ขวิดตาย
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า “บุรุษฆ่าโจร
กระทำกรรมหยาบช้าสิ้น 55 ปี พ้นจากกรรมนั้นในวันนี้แล
ถวายภิกษาแก่พระเถระก็ในวันนี้เหมือนกัน กระทำกาละก็ในวันนี้เหมือนกัน
เขาบังเกิดในที่ไหนหนอ”
พระศาสดาได้ตรัสบอกแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นว่า
แม้ว่านายตัมพทาฐิกะจะประกอบอกุศลกรรมมาตลอดชีวิต แต่เพราะรู้แจ้งธรรมหลังจากฟังธรรมจากพระสารีบุตรเถระแล้ว
ได้บรรลุอนุโลมญาณก่อนจะเสียชีวิต จึงไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
พระภิกษุเหล่านั้นต่างเกิดความสงสัยว่าเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงอย่าถือประมาณแห่งธรรมที่เราแสดงแล้วว่าน้อยหรือมาก เพราะว่าแม้วาจาคำเดียวที่อาศัยประโยชน์
ประเสริฐโดยแท้”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่
100 ว่า
สหสฺสมปิ เจ วาจา
อนตฺถปทสญฺหิตา
เอกํ อตฺถปทํ เสยฺโย
ยํ สุตวา อุปสมฺมติฯ
วาจาแม้ตั้งพัน
แต่ไม่ประกอบด้วยบทที่มีประโยชน์
สู้บทที่ประกอบด้วยประโยชน์เพียงบทเดียว
ที่คนฟังแล้วสงบ ไม่ได้.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก
ได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น